จาก Sheldon Cooper สู่ Tony Stark พร้อมกลิ่นอายแบบ Alan Watts

บทสนทนาแบบเปิดอกกับ Jodie Cook เรื่องความทะเยอทะยาน, ความล้มเหลว, เงินทอง, ความรัก และเกมแห่งชีวิต

ผมได้มีโอกาสพูดคุยแบบเป็นกันเอง เจาะลึก และหลากหลายแง่มุมกับ Jodie Cook เราคุยกันในหลายหัวข้อที่ผมไม่เคยยอมรับกับใครมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเป็นหนุ่มเวอร์จิ้นในวัย 27 ที่คิดว่าทุกคนรอบตัวเป็นคนโง่; การล้มละลายที่กลายเป็นข่าวครึกโครมซึ่งทำให้ผมรู้จักถ่อมตัวและกลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับผม; ช่วงเวลาหนึ่งร้อยวันที่ผมตั้งใจออกไปให้คนแปลกหน้าปฏิเสธ; การยกข้าวของทุกอย่างที่เคยมีให้คนอื่นแล้วสร้างชีวิตใหม่จากหลักการพื้นฐาน (first principles); การเดินทางผ่านประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ (psychedelic journeys) ที่เปลี่ยนวิธีที่ผมมองโลก; และทำไมผมถึงปักใจเชื่อว่าชีวิตคือเกมที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่ากำลังเล่นอยู่ ถ้าคุณรู้จักผมแค่ในฐานะนักลงทุนเทวดา (angel investor) นี่คือเรื่องราวส่วนที่เหลือของผม

นี่คือวิธีที่ Jodie นำเสนอบทสนทนานี้:

Fabrice Grinda ลงทุนในบริษัทมากกว่า 1,000 แห่ง และถอนตัวจากการลงทุน (exit) สำเร็จมากกว่า 300 ครั้ง แถมเขายังมองว่าชีวิตเหมือนเกมอีกด้วย

ในบทสัมภาษณ์นี้ Fabrice จะมาอธิบายวิธีคิดของเขาเกี่ยวกับความทะเยอทะยาน, ความล้มเหลว, เงินทอง, ความสัมพันธ์, การตัดสินใจ และการสร้างชีวิตที่รู้สึกดีที่ได้ใช้จริงๆ

เขาแบ่งปันเรื่องราวว่าเขาเปลี่ยนจากคนที่เข้าสังคมไม่เก่งและมีความทะเยอทะยานสูงลิ่ว ไปสู่การสร้างบริษัท, การสูญเสียทุกอย่าง, การทำเงินได้หลายล้าน, การบริจาคเงินทิ้ง และการออกแบบชีวิตใหม่จากหลักการพื้นฐานได้อย่างไร

เนื้อหาในวิดีโอ:

  • ทำไมงานถึงรู้สึกง่ายขึ้นเมื่อเรามองว่ามันคือการเล่น
  • Fabrice ก้าวข้ามความกลัวที่จะถูกปฏิเสธได้อย่างไร
  • ความล้มเหลวต่อหน้าสาธารณชนสอนอะไรเขาเรื่องความทะเยอทะยาน
  • ทำไมเขาถึงยกทรัพย์สินให้คนอื่นแล้วเริ่มใหม่อีกครั้ง
  • วิธีที่เขาใช้ตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ในชีวิต
  • ทำไมเขาถึงเชื่อว่าเงินคือเครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมาย
  • วิธีอ่านสัญญาณเมื่อบางสิ่งเริ่มไม่ได้ผลอีกต่อไป
  • สิ่งที่เขาคิดว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจผิดเกี่ยวกับความเสี่ยง, ความสำเร็จ และความสุข

นี่คือบทสนทนาเกี่ยวกับความสำเร็จจากคนที่เคยไปถึงจุดนั้น ตั้งคำถามกับมัน และสร้างชีวิตใหม่รอบๆ สิ่งที่เขาต้องการจริงๆ

บท:

  • 08:01 — ทำไมการทำงาน 100 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ถึงไม่ทำให้หมดไฟ
  • 13:57 — ทำไมการล้มละลายถึงกลายเป็นหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้น
  • 17:38 — ชาเลนจ์ฝึกถูกปฏิเสธ 100 วันที่เปลี่ยนทุกอย่าง
  • 25:36 — กรอบการตัดสินใจสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต
  • 27:28 — การสละทุกอย่างทิ้งแล้วเริ่มจากศูนย์
  • 30:01 — กรอบแนวคิดทางจิตวิญญาณที่ช่วยชี้นำการตัดสินใจ
  • 35:12 — ทำไมคุณไม่ควรกลัวที่จะรับความเสี่ยงครั้งใหญ่
  • 45:44 — ข้อผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดที่คนส่วนใหญ่ทำ
  • 48:15 — ความรู้สึกตอนที่ล้มเหลวต่อหน้าสาธารณชนเป็นอย่างไร
  • 55:25 — การใช้ชีวิตในแบบที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
  • 1:01:20 — เจตจำนงเสรี (free will) มีอยู่จริงหรือไม่?

หัวข้อที่ครอบคลุม: การลงทุนแบบ angel investing, กลยุทธ์สตาร์ทอัพ, การคิดจากหลักการพื้นฐาน, ความกลัวการถูกปฏิเสธ, การตัดสินใจ, อาการหมดไฟของผู้ก่อตั้ง, การสร้างแพลตฟอร์มตลาด (marketplaces), ทัศนคติต่อเรื่องเงิน, ความเสี่ยง และการใช้ชีวิตเหมือนเป็นเกม

บทถอดความ

Jodie Cook: สิ่งที่คุณกำลังจะได้ฟังมาจากหนึ่งในนักลงทุนเทวดาที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก Fabrice Grinda ลงทุนในบริษัทมาแล้วกว่า 1,000 แห่ง โดยมีการถอนตัวสำเร็จกว่า 300 ครั้ง เขาใช้ชีวิตทั้งชีวิตเหมือนเป็นวิดีโอเกม

คนส่วนใหญ่ใช้เวลาทั้งชีวิตวิ่งไล่ตามความสำเร็จแต่ก็ยังรู้สึกว่างเปล่า Fabrice ค้นพบว่าทำไม ในบทสัมภาษณ์นี้ เขาจะมาเล่าว่าเขาเปลี่ยนจากหนุ่มเวอร์จิ้นวัย 27 ที่ไม่มีทักษะทางสังคมเลย ไปสู่การทำงาน 100 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ที่รู้สึกเหมือนการเล่น และตอนนี้ได้ใช้ชีวิตในฝันโดยแบ่งเวลาอยู่ระหว่างสามประเทศ เขาพูดถึงวิธีตัดสินใจที่ไม่เหมือนใคร ปรัชญาสุดโต่งเรื่องเงินและความสำเร็จ และการตื่นรู้ทางจิตวิญญาณที่เปลี่ยนทุกอย่าง นี่คือการเจาะลึกว่าคนที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวดเขามีวิธีคิดกันอย่างไร ถ้าคุณเคยสงสัยว่าคุณพลาดอะไรไป นี่แหละคือคำตอบ

และนี่คือ Fabrice ครับ

Fabrice Grinda: บอกตามตรงนะครับ ผมไม่ได้เริ่มมาด้วยมุมมองแบบนี้หรอก ตอนเด็กๆ ผมมีความรู้สึกเรื่องพรหมลิขิต (manifest destiny) ผมได้คอมพิวเตอร์เครื่องแรกในปี 1984 ตอนนั้นผมอายุ 10 ขวบ มันคือรักแรกพบตั้งแต่คลิกแรก และผมรู้เลยว่าคอมพิวเตอร์กับผมถูกสร้างมาเพื่อคู่กันตลอดไป

ผมมีความมั่นใจในตัวเองสูงมากมาตลอด ผมมีความทะเยอทะยานที่จะสร้างแรงกระเพื่อมให้กับจักรวาล ผมไม่รู้ว่าความทะเยอทะยานนั้นมาจากไหน — ผมมีมันตั้งแต่ตอนห้าขวบ ผมตั้งใจจะเป็นคนที่ฉลาดที่สุด เก่งที่สุด และประสบความสำเร็จที่สุด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และนั่นคือสิ่งเดียวที่สำคัญสำหรับผม อันที่จริง ผมคิดว่าทุกคนรอบตัวผม รวมถึงพ่อแม่ผมด้วย เป็นพวกงี่เง่า ผมมักจะคิดว่า: พวกคุณไม่ฉลาดพอที่จะได้รับเกียรติให้ผมอยู่ด้วยหรอก ปล่อยให้ผมไปเรียนคนเดียวเถอะ

ผมคือ Sheldon Cooper เลยครับ ในช่วงวัยรุ่นตอนต้นและช่วงอายุยี่สิบต้นๆ ผมเป็นแบบ Sheldon Cooper เป๊ะๆ — ทุกอย่างถูกบูชาบนแท่นบูชาแห่งสติปัญญาและความทะเยอทะยาน และสองสิ่งนี้มีความเกี่ยวข้องกันอย่างมากในใจผม ช่วงหนึ่งผมเคยสงสัยว่าควรไปเล่นการเมืองดีไหม แต่ผมก็ตระหนักว่าความภักดีของผมมีต่อมนุษยชาติ ไม่ใช่ต่อรัฐชาติใดรัฐชาติหนึ่ง และวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างผลกระทบต่อมนุษยชาติในวงกว้างคือผ่านเทคโนโลยีและการใช้พลังในการลดต้นทุนของมัน ดังนั้นตอนอายุ 10, 11, 12, 13 — ซึ่งเป็นช่วงยุค 80 — ไอดอลของผมคือ Bill Gates และ Steve Jobs ผมชนะการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการทุกรายการและได้คะแนนสูงสุดในฝรั่งเศส ตอนที่ผมไปสัมภาษณ์ที่โรงเรียนชั้นนำของฝรั่งเศส เขาถามผมว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ผมบอกว่าอยากเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีเหมือนไอดอลของผมอย่าง Steve Jobs และ Bill Gates และแน่นอนว่าพวกเขาตอบกลับมาว่า: อะไรนะ? เธอจะทรยศต่ออุดมการณ์ของการปฏิวัติฝรั่งเศสเหรอ

มันเลยชัดเจนว่า — ผมต้องออกจากฝรั่งเศสไปใช้ชีวิตตามความฝันแบบอเมริกัน (American dream) ในสหรัฐฯ ตอนอายุ 17 ผมออกจากเมืองนีซที่ผมเติบโตมา มันเป็นที่ที่น่าอยู่มากนะ แต่มันเป็นเมืองท่องเที่ยวฤดูร้อนที่เงียบเหงา และถ้าคุณมีความทะเยอทะยานแม้เพียงนิดเดียว คุณจะไม่เหมาะกับที่นั่น — อย่างน้อยคุณควรไปอยู่ปารีส แต่พูดตรงๆ ผมต้องการ American dream ผมเลยไปสหรัฐฯ เข้าเรียนที่ Princeton และจบด้วยเกรดเฉลี่ยสูงสุดในรุ่น — ได้ A+ รวดในวิชาเอก

เพราะผมเขียนโปรแกรมเป็นอยู่แล้วและรู้ว่าอยากทำงานสายเทค ผมเลยตัดสินใจเรียนเศรษฐศาสตร์และคณิตศาสตร์: คณิตศาสตร์เพราะมันสวยงาม และเศรษฐศาสตร์เพราะมันอธิบายการทำงานของโลก แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ผมไม่ได้ทำเพราะถูกบังคับเลย ที่ Princeton ผมเรียนทุกอย่าง — วรรณกรรมรัสเซีย, จักรวรรดิโรมัน, ภาษาจีนกลาง, วิศวกรรมไฟฟ้า, ชีวโมเลกุล ผมน่าจะเป็นคนเดียวในคลาสชีวโมเลกุลที่ไม่ได้เรียนเพื่อไปเป็นหมอ ผมทำสิ่งเหล่านี้เพราะความอยากรู้อยากเห็นทางสติปัญญา ผมทำเพราะมันสนุก

กุญแจสำคัญคือตรงนี้ครับ ผมมีความทะเยอทะยานมาก แต่ไม่มีอะไรที่รู้สึกเหมือนเป็นการทำงานเลย ทุกอย่างรู้สึกเหมือนการเล่น ผมสร้างสิ่งต่างๆ — ผมทำงานสี่อย่างตอนเรียนมหาวิทยาลัยและสร้างบริษัทคอมพิวเตอร์ที่ส่งออกอุปกรณ์ไปยังสหรัฐฯ และยุโรป มันสนุกไปหมด และผมคิดว่านั่นคือความแตกต่างพื้นฐาน ถ้าเด็กนักเรียนรู้สึกว่าการบ้านคือการบ้าน พวกเขาจะอ่านหนังสืออัดก่อนสอบคืนเดียว อาจจะได้เกรดดี แต่ก็จะลืมมันทันที แต่ถ้าคุณทำเพราะคุณพบว่ามันน่าสนใจและสนุก มันจะติดตัวคุณไป Princeton มีผู้ชนะรางวัลโนเบลมากกว่าฝรั่งเศสทั้งประเทศ และคนเหล่านี้คือคนที่ได้ชื่อเสียงแค่สองนาทีแล้วก็ไม่มีใครจำได้ งานวิจัยทางวิชาการโดยเฉลี่ยมีคนอ่านแค่ห้าหรือเจ็ดคน พวกเขามีเวลาให้คำปรึกษา (office hours) แต่ไม่มีใครไปหา ผมเลยคิดว่า: ผมมีสุดยอดสมองของโลกให้เข้าถึงได้ ผมแค่เดินไปหาแล้วชวนคุยเรื่องงานวิจัยล่าสุดของพวกเขาได้เลย ถ้าคุณให้ความสนใจในตัวผู้คนและสิ่งที่พวกเขาทำอย่างจริงใจ พวกเขาก็ยินดีที่จะคุยกับคุณ แนวทางนั้น — การทำตามความอยากรู้อยากเห็นและความหลงใหล — นำทางผมไปในทางที่ถูกเสมอ มันดูเหมือนการเล่นมาตลอด

อันที่จริง โลกจำลองที่เราอยู่นี้ดูเหมือนวิดีโอเกมสำหรับผมเสมอ เราแต่ละคนมีคุณลักษณะตัวละคร (attributes) ที่ถูกตั้งค่าไว้ก่อนเกิด และเราสามารถปรับแต่งมันได้ผ่านการฝึกฝน มันคือเกมสวมบทบาท (RPG): คุณจะเก่งขึ้นผ่านการทำซ้ำ คุณสามารถอัพค่าบางอย่างให้เต็มได้และบางอย่างไม่ได้ ขึ้นอยู่กับตัวละครที่ถูกตั้งค่ามา การทำตามความอยากรู้อยากเห็นและความสนใจนำทางผมมาตลอด

อย่างไรก็ตาม ผมเคยทำบางสิ่งที่คิดว่าจำเป็น ซึ่งถ้ามองย้อนกลับไป ผมอาจจะไม่ทำมันอีก ตอนเรียนจบตอนอายุ 21 ในปี 96 ซึ่งเป็นช่วงยุคฟองสบู่แรกๆ ผมกลัวว่าคนจะไม่ยอมรับผม — ผมเป็นคนขี้อายและเก็บตัว ถึงแม้ผมจะสร้างบริษัทเล็กๆ ที่หาเงินส่งตัวเองเรียนได้ แต่มันก็ไม่ใช่บริษัท “จริงๆ” ผมไม่มีพนักงาน ผมคิดว่าถ้าผมเริ่มบริษัทเองผมคงล้มเหลว และถ้าผมไปร่วมงานกับใครเขาก็คงไม่ยอมรับผม ผมเลยไปทำงานที่ McKinsey อยู่สองสามปี เหมือนเป็นโรงเรียนขัดเกลา — เป็นโรงเรียนธุรกิจที่เขาจ่ายเงินให้เราแทน มองย้อนกลับไปผมคิดว่าไม่ควรทำเลย ผมควรจะไปซิลิคอนวัลเลย์เลยแล้วไปสร้างหรือร่วมทีมสตาร์ทอัพ ถึงจะล้มเหลวแต่มันก็คือบทเรียนในตัวมันเอง นั่นคือจุดหนึ่งที่ผมหลงทางไปนิดหน่อย — แต่ก็ไม่มากนัก

ข้อผิดพลาดถัดมาที่อาจเป็นไปได้: ผมอยากสร้างสตาร์ทอัพ แต่ไม่มีไอเดียเจ๋งๆ ผมเลยคิดว่า ทำไมไม่เอาไอเดียจากสหรัฐฯ มาทำในยุโรปล่ะ? ในปี 98 นั่นมันเร็วเกินไป มันคงจะดีกว่ามากถ้าไปซิลิคอนวัลเลย์แล้วสร้างหรือร่วมทีมกับบางอย่างที่นั่น แต่มันก็เป็นประสบการณ์ที่น่าสนใจมาก ผมระดมทุนจาก VC ได้ 63 ล้านดอลลาร์ ปั้นยอดขายจากศูนย์เป็น 100 ล้านดอลลาร์ และจ้างพนักงาน 150 คน และผมก็ได้ทำข้อผิดพลาดแบบที่ผู้ก่อตั้งมือใหม่ทำกัน อย่างแรกคือผมทำงานหนักเกินไป — ผมชดเชยการขาดประสบการณ์ด้วยการทุ่มเทเวลา ผมทำงานมากกว่าร้อยชั่วโมงต่อสัปดาห์ เจ็ดวันต่อสัปดาห์ เข้านอนตอนตีหนึ่งและตื่นตอนตีห้า ทุกวันเลย

แต่ถึงอย่างนั้นมันก็คือการเล่น ผมไม่ได้มองว่ามันคืองาน ผมคิดว่ามันสนุก และนั่นคือความแตกต่างระหว่างคนสองคน ลองจินตนาการถึงคนสองคนที่ทำสิ่งเดียวกันเป๊ะ คนหนึ่งกำลังตรากตรำเพราะต้องการพิสูจน์ตัวเอง — ต่อพ่อแม่, ต่อสังคม, ต่อครู หรือปมอะไรก็ตามที่เขาแบกไว้ พอถึงจุดหนึ่งเขาจะหมดไฟ แต่อีกคนทำร้อยชั่วโมงเท่ากันเป๊ะ แต่รักทุกนาทีเพราะมันคือการเล่น เขาจะทำไปได้ตลอดกาล และคนแบบนี้แหละที่จะชนะเสมอ

Jodie Cook: มันน่าจะแสดงออกทางร่างกายด้วยนะ คนที่มองว่ามันคือการเล่นน่าจะดูสุขภาพดีและมีความสุขกว่า

Fabrice Grinda: ถึงแม้ผมจะไม่มีชีวิตด้านอื่นเลยก็ตาม ผมไม่มีเพื่อน ไม่มีแฟน — ผมไม่มีแฟนจนกระทั่งอายุ 27 ผมไม่เคยคิดจะหาด้วยซ้ำ มันคือเรื่องของพรหมลิขิต การครองโลก ผู้หญิงคือสิ่งรบกวนสมาธิ สนุกนะ แต่รบกวนสมาธิ ผมต้องโฟกัสกับสิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญ

แน่นอนว่าพอฟองสบู่แตกและผมสูญเสียทุกอย่าง ผมถึงได้ตระหนักว่าการมี IQ สูงและประสบความสำเร็จอาจไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต ตอนที่คุณยังเด็ก คุณจะรู้สึกไม่มั่นใจในสิ่งที่คุณไม่เก่ง ผมมั่นใจมากในเรื่องสติปัญญาและการเป็นคนไอทีที่เก่งและประสบความสำเร็จ แต่ผมขาดความมั่นใจอย่างหนักในเรื่องการเข้าสังคม — ผมไม่สนใจฟุตบอลหรือการไปเที่ยวคลับ ผมชอบเรื่องดนตรีมากกว่า และผมแทบไม่มีความสัมพันธ์ทางสังคมเลย ผมไม่มีเพื่อนเลยตอนเรียนมหาวิทยาลัย

สิ่งที่น่าสนใจคือตอนที่บริษัทนั้นล้มเหลว ผมเปลี่ยนจากฮีโร่ — ที่ได้ขึ้นปกนิตยสาร, Forbes ฝรั่งเศส, ข่าวภาคค่ำ — กลายเป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว แล้วผมก็มีช่วงเวลาที่ได้ทบทวนตัวเอง ผมส่งอีเมลยาวเหยียดหาตัวเองว่า: ผมควรทำอะไรต่อดี? ผมเคยอยู่ในที่ที่ใช่ในเวลาที่ใช่แต่ผมก็พลาดโอกาสไป โอกาสเดียวที่ผมไม่ได้คว้าไว้ ผมคิดหนักมาก: ผมจะกลับไป McKinsey ดีไหม? หรือไปเรียนต่อโรงเรียนธุรกิจ — ซึ่งมันก็ดูตลกหน่อยๆ เพราะบริษัทของผมเคยถูกใช้เป็นกรณีศึกษาที่นั่น หรือจะไปทำ Private Equity? แล้วผมก็คิดได้ว่า: ผมไม่ได้ทำสิ่งนี้เพื่อเงินตั้งแต่แรก ผมชอบสร้างบางอย่างจากความว่างเปล่า ผมชอบใช้เทคโนโลยีเพื่อทำให้สิ่งต่างๆ ถูกลงและดีขึ้นสำหรับคนอื่น ถึงแม้เทคโนโลยีจะกลายเป็นแค่เรื่องเฉพาะกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่มีเงินอยู่ในนั้น — แต่รู้ไหม ผมจะยังเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเทคต่อไป เพราะนั่นคือสิ่งที่ผมใส่ใจจริงๆ นี่คือรูปแบบการเล่นของผม ตอนนั้นคือปี 2001: ฟองสบู่แตกแล้ว ธุรกิจร่วมลงทุนตายสนิท วงการเทคก็ตายสนิท และผมจะแชร์อีเมลที่ผมส่งหาตัวเองในตอนนั้นให้ดูครับ

Jodie Cook: อยากเห็นจังค่ะ สรุปคือเพราะฟองสบู่แตก คุณเลยคิดว่า: ไม่มีเงินในธุรกิจนี้แล้ว แต่ฉันก็จะเล่นกับมันต่อไปเพราะฉันรักมัน

Fabrice Grinda: ใช่ครับ และคำแนะนำอย่างหนึ่งคือ: เวลาคุณเขียนอีเมลหาตัวเองแบบนี้ ให้คิดอย่างรอบคอบและเป็นระบบ แต่อย่าพยายามหาข้อสรุปในขณะที่กำลังเขียน ผมทำแบบฝึกหัดอีเมลนี้มาหลายครั้งแล้ว เดี๋ยวผมส่งฉบับแรกให้ดูครับ

Jodie Cook: ถามเรื่อง McKinsey หลังเรียนจบหน่อยค่ะ — ที่บอกว่าเป็นความผิดพลาด เพราะคุณทำในสิ่งที่คุณรู้สึกว่า “ควร” ทำหรือเปล่าคะ?

Fabrice Grinda: เปล่าครับ เรื่องตลกคือผมชอบมันนะ เป็นครั้งแรกที่ผมชอบผู้คนรอบตัว McKinsey ในตอนนั้นคือที่รวมของคนที่ฉลาดที่สุด ผมเลยได้มีเพื่อนเป็นครั้งแรก และผมได้เรียนรู้การสื่อสารทั้งการเขียนและการพูด รวมถึงการพูดในที่สาธารณะ ซึ่งมีประโยชน์มาก ตัวงานเองก็น่าสนใจในระดับหนึ่ง ความผิดพลาดหลักๆ คือผมเสียเวลาไปสองปีในช่วงฟองสบู่เทคที่ผมควรจะได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน และทักษะการสื่อสารพวกนั้นคุณสามารถเรียนรู้หน้างานได้จากการลงมือทำ ครั้งแรกที่ผมพรีเซนต์ต่อหน้าคน 500 คน ผมกลัวจนตัวสั่น แต่พอครั้งที่ห้าสิบ มันก็กลายเป็นเรื่องง่าย จับผมไปอยู่หน้ากล้องที่มีคนดูเป็นล้าน — ผมก็ไม่หวั่นแล้ว ผมทำมาบ่อยมาก

สิ่งที่สะท้อนออกมาคือการเป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมแตกต่างตั้งแต่แรกคือ: คนส่วนใหญ่มีความไม่มั่นใจลึกๆ มีปีศาจตัวน้อยคอยบอกว่าพวกเขาดีไม่พอ ทำงานไม่หนักพอ ผมไม่เคยมีแบบนั้นเลย ผมมีปัญหาตรงกันข้ามมาตลอด — คือคิดว่าคุณทำอะไรก็ได้ ไม่มีอะไรหยุดคุณได้ อะไรที่คุณตั้งใจทำคุณจะทำสำเร็จแน่นอน มันเป็นแบบนั้นมาเสมอ

ดังนั้น McKinsey เลยไม่ใช่ความผิดพลาดที่ใหญ่อะไร ผมคิดว่าไม่มีความผิดพลาดที่แท้จริงหรอก ไม่ว่าจะไป McKinsey, ร่วมทีมสตาร์ทอัพ หรือสร้างสตาร์ทอัพเอง — ทั้งสามทางก็น่าจะออกมาดี การไปซิลิคอนวัลเลย์เลยอาจจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่านิดหน่อยเมื่อเทียบกับการไป McKinsey แล้วไปฝรั่งเศส แต่ก็ช่างมันเถอะ ประเด็นคือ ผมเกือบจะขายบริษัทได้ในราคา 300 ล้านดอลลาร์ และจะได้เงิน 120 ล้านดอลลาร์ แต่ผมกลับล้มละลายแทน และมันน่าจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับผม — เพราะตอนนั้นผมเป็นไอ้คนอวดดี หลงตัวเอง หมกมุ่นอยู่กับตัวเอง ชอบดูถูกและตัดสินคนอื่น และผมไม่เข้าใจคุณค่าของเงิน ผมคิดว่ามันหามาได้ง่ายๆ ผมเลยไม่เห็นค่าของมัน การล้มเหลวต่อหน้าสาธารณชนขนาดนั้น — ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผมล้มเหลวในชีวิต — มันมีประโยชน์มากในการปรับมุมมอง

มันยังสอนให้ผมเลิกตัดสินคนอื่นด้วย จริงๆ แล้วสิ่งที่สอนผมเรื่องนั้นคือการบังคับตัวเองให้ไปเดท ผมตระหนักว่าคนเราถูกสร้างมาไม่เหมือนกัน และมันไม่ได้มีมาตรวัดคุณค่าเพียงอย่างเดียว สำหรับผมก่อนหน้านั้นมันมีแค่เรื่อง IQ และความทะเยอทะยาน — ถ้าคุณไม่มีสองอย่างนี้ คุณก็น่าเบื่อ นั่นคือเหตุผลที่ผมเข้ากับพ่อแม่หรือคนส่วนใหญ่ไม่ได้ ในที่สุดผมก็เข้าใจว่า: เราทุกคนถูกสร้างมาต่างกัน เราทุกคนมีมุมมองและชีวิตของตัวเอง และไม่มีอะไรให้ต้องตัดสิน และการตัดสินส่วนใหญ่นั้นมาจากความไม่มั่นใจ เพราะผมเก่งมากเรื่องความฉลาดและความทะเยอทะยาน แต่ห่วยแตกมากเรื่องการเข้าสังคม การมีเพื่อน การมีงานอดิเรก พอผมทิ้งความไม่มั่นใจนั้นไปและเริ่มยอมรับคนอื่นในแบบที่เขาเป็น ความสัมพันธ์ของผมกับคนอื่น โดยเฉพาะกับพ่อแม่และครอบครัว ก็ดีขึ้นอย่างมาก ผมเปลี่ยนจากไอ้คนอวดดีที่ชอบดูถูกคน กลายเป็นคนที่ยอมรับว่าทุกคนถูกสร้างมาต่างกันและมีข้อดีของตัวเอง แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นใช้เวลาหลายปี มันน่าจะเริ่มตอนอายุ 25 หรือ 26 หลังจากล้มเหลวออกสื่อ และต่อเนื่องไปจนถึงช่วงอายุสามสิบต้นๆ ตอนที่ผมเริ่มออกเดทและตระหนักว่าชีวิตมีอะไรมากกว่าแค่เรื่อง IQ

Jodie Cook: ลองนึกดูนะคะ ถ้าต้องระบุปีที่ Fabrice เวอร์ชั่น 2.0 ถูกสร้างขึ้นมา คุณคิดว่าเป็นปีไหนคะ?

Fabrice Grinda: มันเป็นเส้นทางที่ค่อยเป็นค่อยไปครับ การไป McKinsey ตอนอายุ 21 ในปี 1996 และได้รู้ว่ามีคนฉลาดและน่าสนใจอีกมากมายอยู่ที่นั่น — ผมแค่ไม่เคยรู้ว่าจะไปหาพวกเขาได้ที่ไหน ผมเลยเริ่มมีปฏิสัมพันธ์และมีเพื่อนเป็นครั้งแรก จากนั้นผมก็เริ่มทำสตาร์ทอัพในปี 1999–2000 และตระหนักว่า: ผมเคยคิดว่าตัวเองเป็นคนเก็บตัวขี้อาย แต่จริงๆ แล้วการเป็นคนพูดจาฉะฉานและมีความหลงใหลมันเป็นเรื่องธรรมชาติสำหรับผม ความรู้สึกว่าตัวเองเก็บตัวมันเกิดจากการที่ผมอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีเพื่อนในระดับเดียวกัน ที่ที่ผมไม่สามารถแสดงความหลงใหลออกมาได้ ลองเอาผมไปไว้บนเวทีสิ — โอ้โห มันเป็นไปเองตามธรรมชาติเลย ดังนั้นพอสตาร์ทอัพล้มเหลวในปี 2001 ผมเลยคิดว่า: ผมเป็นคนที่มีความมั่นใจ กล้าแสดงออก และมีความอยากรู้อยากเห็นในเชิงสติปัญญาและธุรกิจ แต่ทำไมผมถึงขี้อายและเก็บตัวในชีวิตส่วนตัวล่ะ บางทีนั่นอาจจะเป็นแค่ผลพวงจากการไม่เคยมีเพื่อน ไม่เคยอยู่ในสถานการณ์ทางสังคมที่เหมาะสม ไม่เคยออกเดท ทำไมผมไม่ลองหาแฟนดูล่ะ?

แน่นอนว่าถ้าคุณไม่เคยแม้แต่จะขอผู้หญิงเดทเลยในชีวิต คอนเซปต์เรื่องการมีแฟนมันก็เป็นเรื่องยาก ดังนั้นเป็นเวลาหนึ่งร้อยวัน ผมบังคับตัวเองให้ไปขอผู้หญิงเดทตามท้องถนนในนิวยอร์ก — วันละสิบคน เป็นเวลาหนึ่งร้อยวัน รวมเป็นหนึ่งพันคน ประเด็นไม่ใช่เพื่อให้ได้เดทนะครับ ประเด็นคือเพื่อให้ก้าวข้ามความกลัวที่จะถูกปฏิเสธ ข้อดีคือผมเคยขอเงินจาก VC มาเยอะมากและถูกปฏิเสธมานับไม่ถ้วน จนในแง่หนึ่ง คุณจะเริ่มชินกับการถูกปฏิเสธไปเอง

Jodie Cook: แล้วเป็นยังไงบ้างคะ? ครั้งแรกต้องน่ากลัวมากแน่ๆ

Fabrice Grinda: ครั้งแรกผมถึงกับวิ่งหนีไปอีกทางเลยครับ เพราะมันน่าอึดอัดมาก—การที่คุณไปขอคนแปลกหน้าสวยๆ เดทกลางถนนเนี่ย แต่ด้วยกฎของจำนวนมาก (law of large numbers) ผลลัพธ์มันก็ออกมาค่อนข้างดีนะ ผมได้เดทมา 45 ครั้ง เฉลี่ยประมาณวันเว้นวันเลย ปัญหาก็คือ ผมไม่เคยไปเดทเลยในชีวิต และความคาดหวังกับความเป็นจริงของเดทมันต่างกันมาก ผมนึกว่าเดทคือการมาพบปะกันทางปัญญา—คนสองคนมาถกเถียงกันเรื่อง Locke กับ Hobbes หรือ Rousseau กับ Voltaire ปรากฏว่าคนแปลกหน้าสวยๆ ที่คุณเจอตามถนนในนิวยอร์กมักจะเป็นนางแบบควบนักแสดง—จริงๆ คือพนักงานบาร์ที่อยากเป็นนางแบบ—ที่สนใจเรื่องแฟชั่นและข่าวบันเทิงล่าสุด โดยไม่ได้สนใจเรื่องที่ผมอยากคุยเลย และผมก็ไม่สนใจเรื่องของเขาเหมือนกัน โลกของเราไม่ซ้อนทับกันเลย ผมไม่มีเงินด้วย เลยรีบคิดได้ว่าควรจะเป็นแค่การไปดื่ม ไม่ใช่กินมื้อค่ำ และผมก็ตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่ามันไปไม่รอด มีผู้หญิงคนหนึ่งสวยมากจนเดทครั้งที่สองเธอชวนผมไปที่ห้อง แต่ผมปฏิเสธ—ผมไม่เคยมีแฟนมาก่อน และคนที่มีเคมีทางปัญญาเป็นศูนย์แบบนี้คงไม่ใช่แฟนคนแรกของผมแน่ๆ แต่มันก็ยังมีประโยชน์นะ เพราะผมก้าวข้ามความกลัวการถูกปฏิเสธมาได้ หลังจากนั้นผมก็เริ่มมองหาผู้หญิงที่ใช่แทนที่จะเป็นคนสวยแปลกหน้าไปเรื่อย และสุดท้ายก็ได้พบกับความรักหลายครั้งเลยครับ

ทีนี้มาถึงสตาร์ทอัพตัวถัดไป มันน่าสนใจเพราะมันเป็นแค่ ‘ทางผ่านไปสู่จุดหมาย’—และผมไม่ได้ทุ่มเทกับมันแบบถวายหัว ผมไม่ชอบผลิตภัณฑ์ที่สร้าง ไม่ชอบของที่ขาย ไม่ชอบหมวดหมู่ธุรกิจที่ทำ หรือแม้แต่พาร์ทเนอร์ที่ทำงานด้วย ผมไม่ชอบอะไรเกี่ยวกับมันเลยสักอย่าง

Jodie Cook: แต่มันทำเงินได้ดีใช่ไหมคะ?

Fabrice Grinda: ตอนนั้นผมขายเสียงเรียกเข้า (ringtones) ครับ ผมเป็นคนนำเสียงเรียกเข้าเข้ามาในสหรัฐฯ คืออย่างนี้ครับ ในโลกที่ไม่มีข้อจำกัด คุณจะไปสร้างอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา ตามความหลงใหลของคุณ แต่ในปี 2001 มันมีข้อจำกัดจริงๆ คือไม่มีเงินทุนเลย ความหลงใหลของผมคือการเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐฯ โดยเฉพาะในนิวยอร์ก เพราะผมกำลังตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่งอย่างหัวปักหัวปำ (ซึ่งสุดท้ายก็ไปไม่รอด) ผมเลยต้องอยู่นิวยอร์ก ในสหรัฐฯ และสร้างบริษัทเทค แต่ตอนนั้นไม่มีเงินจาก VC เลย วงการเทคตายสนิท มันคงจะเป็นแค่ธุรกิจเล็กๆ เฉพาะกลุ่ม ดังนั้นแทนที่จะสร้างสิ่งที่ผม ‘อยาก’ สร้าง ผมเลยสร้างสิ่งที่คิดว่าจะทำกำไรได้ด้วยเงินทุนที่จำกัดมากๆ นั่นคือเหตุผลที่ผมทำธุรกิจเสียงเรียกเข้า—ทั้งที่ผมแทบไม่เคยฟังเพลงเลย และผมคิดว่าพวกบริษัทเพลงน่ะงี่เง่า พวกเขาเอาแต่ปฏิเสธข้อเสนอของผมทั้งที่ผมพยายามจะทำเงินให้พวกเขา และสุดท้ายผมก็ทำเงินให้พวกเขาได้หลายร้อยล้านเหรียญ บริษัทโทรศัพท์เองก็ไม่เข้าใจโอกาสนี้เหมือนกัน

สรุปคือผมไม่ชอบผลิตภัณฑ์ที่ขาย และไม่คิดว่าการทำให้วัยรุ่นดูเท่ขึ้นจะช่วยสังคมได้เท่าไหร่ แต่ผมชอบ ‘กระบวนการ’ ของมันจริงๆ—การสร้างบริษัท การจ้างทีม การขยายขนาด การทำดีล—แม้ผมจะไม่ชอบหมวดหมู่ธุรกิจนั้นก็ตาม คุณต้องตระหนักถึงข้อจำกัดที่คุณอยู่ด้วย ผมไม่มีเงิน VC ผมเลยสร้างบริษัทนั้นด้วยวิธีแบบเก่า คือสร้างจากกำไร เราเกือบเจ๊งหลายครั้งมาก เราค้างจ่ายเงินเดือนพนักงาน 27 ครั้ง รวมถึงค้างติดต่อกัน 4 เดือนด้วย ใช้เวลาสองปีครึ่งกว่าจะปิดดีลกับผู้ให้บริการเครือข่ายรายแรกได้ แต่พอปิดได้เขาก็รักเรามาก และรายได้ก็พุ่งจาก 1 ล้าน เป็น 5 ล้าน จนถึง 200 ล้านเหรียญแบบมีกำไร จากนั้นผมก็ขายมันไป—เร็วไปหน่อย แต่ขายเร็วเกินไปยังดีกว่าขายช้าไป และขายเป็นเงินสดด้วย เพราะหุ้นของบริษัทก่อนหน้านี้ราคาตกไป 99.98% ตอนอายุ 29 ผมทำเงินได้ประมาณ 43 ล้านเหรียญ ‘ทางผ่าน’ นั้นให้ผลตอบแทนคุ้มค่า และตอนนี้ผมก็มีทุนเพื่อสร้างสิ่งที่ผมต้องการจริงๆ แล้ว

นั่นคือตอนที่ผมกลับไปสร้างตลาดกลาง (marketplaces) และสร้าง OLX ขึ้นมา OLX คือ Craigslist สำหรับส่วนที่เหลือของโลก แต่เน้นใช้งานบนมือถือเป็นหลักและเป็นมิตรกับผู้หญิง—เพราะผู้หญิงคือผู้ตัดสินใจหลักในทุกครัวเรือน ผู้หญิงตัดสินใจว่าจะอยู่บ้านหลังไหน จ้างพี่เลี้ยงคนไหน ซื้อรถหรือโซฟาตัวไหน Craigslist เป็นเว็บที่ไม่เป็นมิตรกับผู้หญิงที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้ เต็มไปด้วยการหลอกลวง การค้าประเวณี และขยะ ผมคิดว่าในตลาดเกิดใหม่อย่างอินเดีย ปากีสถาน และบราซิล ที่ไม่มีระบบชำระเงิน ไม่มีความเชื่อใจ ไม่มีการขนส่ง ผมจะสร้างเว็บที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสังคมและทำให้โลกดีขึ้นได้ไหม? มันใช้เวลานานนะ แต่มันก็ได้ผล—คราวนี้มี VC สนับสนุน และได้สร้างสิ่งที่ผมใส่ใจจริงๆ ผมปั้นมันจนมีผู้ใช้ 350 ล้านคนต่อเดือน ประมาณ 5% ของประชากรโลกใช้มันทุกเดือน มีคนหลายสิบล้านคนเลี้ยงชีพได้จากมัน ในประเทศเหล่านั้นเราเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผู้คน ทุกวันเราจะได้รับจดหมายหลายพันฉบับจากผู้ใช้บอกว่าเราเปลี่ยนชีวิตพวกเขาอย่างไร ในที่สุดความทะเยอทะยานของผมก็ตรงกับคุณค่าที่ผมยึดถือเสียที

Jodie Cook: ตอนห้าขวบคุณมีความทะเยอทะยานที่จะสร้างแรงกระเพื่อม (ripple effect) พอมาถึง OLX ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสังคมและได้รับข้อความเหล่านั้น ตอนนั้นคุณตระหนักไหมคะว่านี่คือสิ่งที่คุณเกิดมาเพื่อทำ?

Fabrice Grinda: โอ้ ใช่ครับ นั่นคือเหตุผลที่ผมเริ่มทำมัน ผมเรียนเศรษฐศาสตร์เพราะมันอธิบายว่าโลกทำงานอย่างไร และผมรักตลาดกลางเพราะมันสร้างประสิทธิภาพให้กับสิ่งที่คลุมเครือและกระจัดกระจาย การทำให้ของถูกลงช่วยให้สิ่งต่างๆ ดีขึ้นและเพิ่มอำนาจการซื้อให้ผู้คน ผมเลยรู้ตั้งแต่ต้นว่าอยากสร้างตลาดกลาง สำหรับผม พลังของอินเทอร์เน็ตคือความถูกกว่า ดีกว่า เร็วกว่า และผมอยากมอบสิ่งนั้นให้กับคนหลายร้อยล้านหรืออาจจะหลายพันล้านคน ผมรู้ว่า OLX คือบริษัทที่ผมถูกกำหนดมาให้สร้าง มันใช้เวลาสักพัก แต่ผมก็รักมัน คุณค่าตรงกัน ภารกิจตรงกัน

แต่ที่ตลกคือ พอผมประสบความสำเร็จแล้ว สิ่งเดิมก็เกิดขึ้นอีก—ผมรู้สึกว่าผมไม่ได้ใช้ชีวิตตามภารกิจของตัวเองอีกต่อไป ลองนึกภาพปี 2012 นะครับ ผมชนะสงครามแล้ว บริษัทใหญ่โต มีพนักงาน 11,000 คน ใน 30 ประเทศ มีจดหมายจากผู้ใช้ทุกวัน เป็นเว็บอันดับต้นๆ ในทุกประเทศเหล่านั้น—ได้รับการยอมรับจากภายนอกอย่างมหาศาล แต่ผมไม่มีความสุขแล้ว เพราะงานมันเปลี่ยนไป ในช่วงแรกๆ ผมเขียน user stories และสเปกผลิตภัณฑ์ รู้สึกว่าตัวเองมีผลกระทบโดยตรงต่อผลลัพธ์ แต่พอคุณมีพนักงาน 11,000 คนและเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทมหาชน งานของคุณจะกลายเป็นการทำงบประมาณรายไตรมาสและคอยดูให้ตัวเลขถึงเป้า ซึ่งผมไม่มีความสุขกับชีวิตประจำวันเลย ผมเลยกลับไปที่หลักการพื้นฐาน (first principles) จะเป็นอย่างไรถ้า—สิ่งที่ดูเป็นไปไม่ได้—ผมลาออกจากบริษัทที่ตัวเองสร้างขึ้น บริษัทที่ผมได้รับทั้งเงินเดือนและการยอมรับมากมาย เพียงเพราะมันไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากทำอีกต่อไป? และผมรู้ว่าถึงเวลาแล้ว เพราะผมไม่รักงานประจำวันที่ทำอยู่ สำหรับผม การรักสิ่งที่ทำในแต่ละวันคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ผมเลยเขียนอีเมลยาวๆ ถึงตัวเองอีกฉบับ วางแผนสิ่งบ้าๆ ทั้งหมดที่ผมสามารถทำแทนได้ ผมเขียนมันในช่วงฤดูร้อนปี 2012 ตอนที่ยังเป็น CEO ของ OLX อยู่

Jodie Cook: เวลาคุณเขียนสิ่งเหล่านี้ คุณเขียนถึงตัวเองในตอนนั้นเหรอคะ?

Fabrice Grinda: ใช่ครับ ถึงตัวเองในตอนนั้น ผมแจกแจงว่าตอนนี้ชีวิตอยู่ตรงไหน มีความสุขกับอะไร ไม่ชอบอะไร อะไรที่น่าจะดีกว่านี้ได้ และทางเลือกมีอะไรบ้างแบบไม่มีข้อจำกัด ผมคิดไปกว้างมาก—จะไปลงสมัครเลือกตั้งที่คิวบา เป็นปัญญาชนสาธารณะ หรืออะไรก็ได้ จากนั้นแทนที่จะจินตนาการถึงวันที่สมบูรณ์แบบของแต่ละทางเลือก—วันที่คุณสำเร็จและได้รับการยกย่อง—ผมจินตนาการถึงวัน ธรรมดาๆ วันหนึ่ง ว่าจริงๆ แล้วมันเป็นยังไง มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง? ผมจะชอบอะไร? ไม่ชอบอะไร? แล้วผมก็ส่งอีเมลนั้นไปให้คนที่รู้จักผม—เพื่อน ที่ปรึกษา—แล้วถามคำถามสองข้อ: จากที่คุณรู้จักผม คุณคิดว่าผมควรทำอะไร? และถ้าเป็นคุณ คุณจะทำยังไง? ซึ่งมันเป็นมุมมองที่ต่างกัน คนส่วนใหญ่ถ้าเป็น CEO ของบริษัทที่ประสบความสำเร็จมหาศาล มีรายได้และการยอมรับขนาดนั้น ก็คงจะอยู่ต่อ แต่ข้อสรุปของผมคือ: ไม่เอาเด็ดขาด เริ่มต้นใหม่จากศูนย์ดีกว่า

จริงๆ แล้วผมกลับไปใช้หลักการพื้นฐานแบบเต็มตัวเลย ผมตัดสินใจว่าผมไม่ชอบที่ชีวิตมี ‘โหมดเริ่มต้น’ (default mode)—คุณมีอพาร์ตเมนต์ คุณก็เลยไปที่นั่น มีเมืองที่อยู่ คุณก็เลยใช้ชีวิตที่นั่น มีกลุ่มเพื่อน คุณก็เลยไปเจอพวกเขา จะเป็นอย่างไรถ้าผมยกทุกอย่างให้การกุศลและเริ่มจากศูนย์? หลักการพื้นฐานแบบสมบูรณ์ ถ้าผมมีเวลาไม่จำกัดและไม่มีอะไรต้องทำ วันนี้ผมอยากอยู่ที่ไหน? อยากทำอะไร? และอยากเจอใคร?

นั่นคือแบบฝึกหัดที่ผมทำหลังจากตัดสินใจลาออกจาก OLX ผมใช้หลักการพื้นฐานแล้วก็ลองผิดลองถูก—ผมไม่รู้หรอกว่าคำตอบคืออะไร ผมลองไปนอนโซฟาบ้านเพื่อน (couch-surfing) ซึ่งล้มเหลวไม่เป็นท่าเลย ภาพในหัวของผมคือเราจะมีเวลาไม่จำกัดเพื่อมาเปลี่ยนโลก คุยกันเหมือนสมัยเรียน เล่นเทนนิสกัน แต่ผมเป็นคนโสดที่มีพลังและเวลาเหลือเฟือ ส่วนพวกเขามีครอบครัวมีลูก ผมไม่ได้ไปช่วยเพิ่มคุณค่าอะไรเลย แต่ไปเป็นตัวกวนมากกว่า สรุปคือวิธีนี้ไม่ได้ผล

Jodie Cook: แถมยังต้องนอนบนโซฟาด้วยนะคะ

Fabrice Grinda: ถูกต้องครับ ผมเลยลองอีกหลายอย่าง ผมเช่า Airbnb อยู่เป็นปีๆ ทำงานจากโรงแรม ลองอยู่ที่หนึ่งสัปดาห์แล้วย้ายทุกสัปดาห์ แต่มันก็เหนื่อยเกินไป ลองอยู่สองเดือน แต่มันก็นานเกินไป ผมลองไปเรื่อยๆ จนมาถึงจุดที่ผมอยู่ทุกวันนี้ คนเรามักจะไม่ค่อยยอม ‘ลองโยนเส้นสปาเก็ตตี้ใส่กำแพง’ (ลองทำหลายๆ อย่าง) มากพอ สิ่งสำคัญมีสองอย่าง: คุณต้องโยนสปาเก็ตตี้ และคุณต้อง ‘อ่านใบชา’ (อ่านสัญญาณ) ให้เป็น เป็นเวลาเจ็ดปีที่ผมพยายามสร้างที่พักขนาดใหญ่ในสาธารณรัฐโดมินิกัน และเจ็ดปีนั้นจักรวาลก็เอาแต่บอกว่า ไม่ ไม่ ไม่ ผมถึงกับเขียนบล็อกเรื่องที่จักรวาลเตะปากผม—จริงๆ ชื่อบทความคือ “จักรวาลกำลังกระซิบกับคุณ” เป็นเวลานานมากที่ผมไม่ยอมรับคำปฏิเสธ

Jodie Cook: นั่นคือเมื่อเร็วๆ นี้เหรอคะ?

Fabrice Grinda: ใช่ครับ เมื่อเร็วๆ นี้ ผมอธิบายว่าทำไมผมถึงเลือกสาธารณรัฐโดมินิกันและทุกอย่างที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ผมก็ได้เรียนรู้ที่จะอ่านสัญญาณ ผมเก่งขึ้นมากตั้งแต่เริ่มเดินบนเส้นทางจิตวิญญาณอย่างจริงจัง ซึ่งมันเกิดขึ้นแบบบังเอิญนิดหน่อย—ผมได้ลองใช้สารเปลี่ยนประสาท (psychedelic) แบบลึกซึ้งสามครั้ง: ครั้งหนึ่งกับ ayahuasca ครั้งหนึ่งกับ psilocybin และอีกสองสามครั้งกับ LSD ตั้งแต่นั้นมาผมก็อ่านสัญญาณได้เก่งกว่าเมื่อก่อนมาก ตอนที่ผมเคยเพิกเฉยต่อมัน

ผมคิดเสมอว่าชีวิตคือเกม ผมเคยเขียนบล็อกยาวๆ เรื่องความหมายของชีวิตด้วย—ความหมายของชีวิตก็คือตัวชีวิตเอง: คือการเล่นเกมและเป็นตัวตนที่แท้จริงของคุณ คนส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึงเรื่องนี้ พวกเขาคิดว่าทุกอย่างมันซีเรียส ทั้งที่จริงๆ มันคือเกม คือการเล่น แต่จุดนี้แหละที่คนสายจิตวิญญาณหลายคนพลาด และเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายคนถึงทำเงินไม่ได้: การปล่อยให้สิ่งต่างๆ ไหลไป (letting things flow) นั้นต่างจากการนั่งบนโซฟาเพื่อรอให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้น การไหลไปตามกระแสน้ำไม่ใช่การไม่ทำอะไรเลย แต่มันคือการลงมือทำ แล้วคอยดูการตอบสนองจากจักรวาลว่าสิ่งที่คุณทำนั้นมันสอดคล้องกันไหม คุณยังต้องเป็นผู้ลงมือทำอยู่ พวกนักบวชที่คิดว่าต้องนั่งสมาธิทั้งวัน ผมว่าพวกเขาพลาดประเด็นของ ‘โลกจำลอง’ นี้ไป คุณถูกกำหนดมาให้เป็นผู้เล่น ไม่ใช่เพื่อก้าวข้ามหรือถอนตัวออกไป เซนจะเรียกสิ่งนั้นว่าการยึดติดกับความว่างเปล่า Watts จะบอกว่าพวกเขาพลาดมุกตลกไป ทันทีที่คุณปฏิเสธเกม คุณก็กลับเข้าสู่ภาพลวงตาอีกครั้ง—คุณคิดว่ามีสภาวะที่บริสุทธิ์กว่าอยู่ที่อื่น แต่มันไม่มีหรอก นี่แหละคือเกม เกมคือการใช้ชีวิตนี้ นั่นคือเหตุผลที่คุณควรสนุกกับมัน เป็นเหตุผลว่าทำไมทั้งชีวิตผมถึงทำสิ่งที่ทำให้ตัวเองมีความสุขแม้ว่ามันจะดูไม่สมเหตุสมผลในสายตาคนอื่น—อย่างการลาออกจากบริษัทตอนที่อยู่จุดสูงสุด ยกทรัพย์สินทั้งหมดให้การกุศล หรือเริ่มทำสตาร์ทอัพเทคในปี 2001 ตอนที่วงการเทค “ตายแล้ว” และทุกคนบอกให้ผมไปเรียนต่อบริหารธุรกิจหรือไปทำไพรเวทอิควิตี้แทน

ทำในสิ่งที่สอดคล้องกับตัวคุณ ผมใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนใคร—แบ่งเวลาอยู่ในสามภูมิภาคครึ่ง มีความสัมพันธ์ที่ไม่เหมือนใคร—แต่มันคือตัวตนที่แท้จริงของผม คุณไม่ควรใช้ชีวิตโดยกังวลเรื่องการตัดสินของคนอื่น หรือทำสิ่งต่างๆ เพราะคิดว่าคุณ “ควรจะ” ทำ ทำในสิ่งที่ใช่สำหรับคุณและสิ่งที่สอดคล้องกับตัวคุณจริงๆ

เรื่องนี้ใช้กับสตาร์ทอัพได้เหมือนกัน คุณสร้าง คุณลอง—คุณต้องลองหลายๆ อย่าง โยนสปาเก็ตตี้ออกไป—แล้วคุณก็อ่านสัญญาณ ในสตาร์ทอัพ สิ่งที่แย่ที่สุดคือการล้มเหลวอย่างช้าๆ คุณต้องล้มเหลวให้เร็ว พยายามให้เต็มที่ และถ้ามันไม่ได้ผล ก็ก้าวต่อไป ถ้าตัวเลขชี้วัดของคุณห่างจากเป้าหมาย 10 เท่า คุณก็น่าจะไปไม่ถึงหรอก แต่ถ้าห่างแค่ 50% การลองปรับแก้ไปเรื่อยๆ ก็น่าจะสำเร็จ ความมุ่งมั่นและไม่ย่อท้อนั้นสำคัญ—ถ้าคุณไม่พยายามให้เต็มที่ มันก็ไม่มีความหมาย—แต่คุณก็ต้องอ่านสัญญาณด้วย คุณพยายามอย่างหนัก แล้วเรียนรู้ว่ามันจะไปรอดไหมจากข้อมูลและสัญญาณที่คุณได้รับ

Jodie Cook: ฉันเคยได้ยินประโยคที่ว่า “จักรวาลจะให้รางวัลแก่ผู้ที่กล้าเสี่ยงครั้งใหญ่” ซึ่งฉันเดาว่ามันเหมือนกับการโยนสปาเก็ตตี้ก้อนใหญ่ใส่กำแพงนะคะ

Fabrice Grinda: การสร้างสตาร์ทอัพเล็กๆ กับสตาร์ทอัพใหญ่มันใช้พลังงานพอๆ กันครับ การเปิดร้านอาหารกับการสร้างบริษัทพันล้านเหรียญก็เหนื่อยเท่ากัน ดังนั้นคุณสร้างอันใหญ่ไปเลยดีกว่า ‘Go big or go home’ แต่ก็นั่นแหละ มันต้องเป็นภาพสะท้อนของตัวคุณ—ไม่มีการตัดสินว่าอะไรดีกว่ากัน บางคนมีความสุขมากกับการทำร้านโชห่วยหรือร้านอาหารเล็กๆ บางทีคุณอาจจะต้องการความผูกพันกับชุมชนและรักการได้พูดคุยกับลูกค้า เลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตัวคุณเองครับ

และจริงๆ ผมไม่คิดว่าจักรวาลจะให้รางวัลคนเสี่ยงใหญ่มากกว่าคนเสี่ยงน้อยหรอก ผมคิดว่ามันให้รางวัลแก่คนที่ทำในสิ่งที่ใช่สำหรับตัวเอง—สิ่งที่สอดคล้องกับพลังงาน ความหลงใหล วิสัยทัศน์ และความสุขของพวกเขา จักรวาลให้รางวัลแก่การเล่นและความสุข จงมีความสุขและสนุกสนานในทุกสิ่งที่คุณทำ ความสนุกนั้นคือรางวัลในตัวมันเองอยู่แล้ว และผมคิดว่าคุณจะได้รับผลตอบแทนจากมัน เมื่อคนเราฝืนทำอะไรบางอย่าง มันยากที่จะทำให้มันยั่งยืนได้

Jodie Cook: คุณใช้หลักการนี้กับผู้คนในชีวิตด้วยไหมคะ? อ่านสัญญาณ เล่นเกม ตามหาความสุข—คุณใช้สิ่งนี้ในการเลือกคนที่คุณจะใช้เวลาด้วยหรือเปล่า?

Fabrice Grinda: ใช่ครับ อย่างแรกเลย ผมไม่คิดว่าชีวิตมีความเสี่ยงจริงๆ สำหรับคนอย่างผม สตาร์ทอัพตัวแรกของผมล้มละลาย—แล้วไงล่ะ? ผมสามารถหางานที่ McKinsey หรือ Goldman ได้ในนาทีเดียว ผมสามารถหาเงินได้มหาศาลถ้าต้องการ เพื่อนผมทุกคนประสบความสำเร็จและจ้างผมได้ ผมไปนอนโซฟาบ้านพ่อแม่ก็ได้ มันไม่มีความเสี่ยงที่แท้จริงหรอก อะไรคือข้อเสียล่ะ—ไปอยู่กับพ่อแม่สักสองสามปีเหรอ? มันไม่ใช่จุดจบของโลก คนเรามักจะประเมินความเสี่ยงที่ตัวเองกำลังเผชิญสูงเกินไป ผมเคยล้มละลายมาแล้ว—แล้วไง? การหาเงินให้พอกินมันไม่ได้ยากขนาดนั้น และผู้คนก็ช่วยคุณได้ โอเค คุณอาจจะไม่ได้กินอาหารหรูๆ แต่บุฟเฟต์ที่กินได้ไม่อั้นราคาห้าเหรียญมันก็มีอยู่ คนเราประเมินความเสี่ยงสูงเกินความเป็นจริง ถ้าคุณมั่นใจในความสามารถและสติปัญญาของตัวเอง มันไม่มีความเสี่ยงหรอกครับ

อย่างที่สอง ใช่ครับ คนที่คุณแวดล้อมด้วยนั้นสำคัญ ผมพยายามแวดล้อมตัวเองด้วยคนที่มีความคิดคล้ายๆ กัน ผมสังเกตว่าคนที่เอาแต่บ่นว่ามีเรื่องแย่ๆ เกิดขึ้นกับพวกเขา มักจะพาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่เรื่องแย่ๆ จะเกิดขึ้น—มันคืออคติยืนยัน (confirmation bias) สำหรับความเชื่อที่ว่าจักรวาลจ้องจะเล่นงานพวกเขา ส่วนผมเชื่อว่าจักรวาลจ้องจะให้รางวัลผม มันก็เลยเป็นแบบนั้น ผมเลยแวดล้อมตัวเองด้วยคนที่มีความสุขและเชื่อเหมือนกันว่า ชีวิตคือเกม เรามาที่นี่เพื่อสนุก ทำงานหนักได้แต่ไม่ต้องไปจริงจังกับมันมากเกินไป

Jodie Cook: ตอนที่คุณมีพนักงาน 11,000 คนและได้รับการยอมรับจากภายนอกมากมาย แต่รู้ตัวว่าไม่มีความสุข—คุณเปลี่ยนความรู้สึกนั้นให้กลายเป็นแผนการขั้นต่อไปได้ยังไงคะ? อีเมลที่คุณเขียนถึงตัวเองมีส่วนสำคัญแค่ไหน?

Fabrice Grinda: ตอนนั้นเป็นช่วงก่อนที่ผมจะเริ่มฝึกสมาธิและตื่นรู้ทางจิตวิญญาณ—ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2015 เวลาที่คุณมีความรู้สึกว่าเบื่อหรือไม่สบายใจ คุณจะคิดถึงมันและคุยกับคนอื่น แต่มันเป็นการคิดที่กระจัดกระจายและไม่มีโครงสร้าง สิ่งที่ผมรักเกี่ยวกับการเขียนคือมันช่วยจัดระเบียบความคิดของคุณ เมื่อคุณจรดปากกาลงบนกระดาษ คุณต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าคุณสบายใจหรือไม่สบายใจกับอะไรกันแน่—ข้อดีข้อเสียจริงๆ คืออะไร ผมครุ่นคิดเรื่องนี้มาหลายเดือน และการเขียนคือการทำให้กระบวนการนั้นชัดเจนขึ้น การสละเวลาเขียนมันลงไปช่วยจัดระเบียบความคิดของผมให้เข้มงวดขึ้นมาก และนั่นกลายเป็นพื้นฐานสำหรับข้อสรุปที่ว่าผมควรลาออก

Jodie Cook: น่าสนใจที่คุณเป็นบุคลิกแบบ ENTJ ฉันก็เป็น ENTJ สามีฉันเป็น INTJ ฉันใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางพวก NTJ มาตลอด—จนเกือบจะคิดเริ่มทำพอดแคสต์ชื่อ “NTJ Radio” เลยค่ะ และพวกเราทุกคนก็มักจะคิดว่าตัวเองเจ๋งที่สุด

Fabrice Grinda: ถึงผมจะอยู่ก้ำกึ่งก็เถอะ—ผมชอบพูดในที่สาธารณะนะ แต่ผมก็มีความสุขกับการอยู่คนเดียวกับหนังสือสักเล่ม การคุยสัพเพเหระ (small talk) สูบพลังงานผมไปหมดเลย ผมเกลียดมันมาก ผมยินดีไปงาน Burning Man กับแฟนและสนุกกับที่นั่น แต่ไม่ใช่เพื่อไปคุยเรื่องไร้สาระกับคนแปลกหน้า

Jodie Cook: ตัว N ดูสมเหตุสมผลค่ะ—มีสัญชาตญาณ มีวิสัยทัศน์ สอดคล้องกับเรื่องจิตวิญญาณ แต่ตัว T และ J อาจจะดูขัดแย้งกับเรื่องนั้น เพราะเราชอบวางแผนและพยายามใช้ตรรกะกับทุกเรื่อง คุณเคยรู้สึกถึงความขัดแย้งนั้นไหมคะ ในช่วงก่อนวันที่ 30 พฤษภาคม 2015?

Fabrice Grinda: อย่างแรกคือผมยังไม่ได้ลองทำแบบทดสอบใหม่เลย บางทีมันอาจจะเปลี่ยนไปแล้วก็ได้

Jodie Cook: นั่นสินะคะ

Fabrice Grinda: คุณอาจจะเป็นตัว F มากกว่าที่คุณคิดก็ได้นะ

Jodie Cook: อาจจะใช่ค่ะ—นั่นก็น่าสนใจดี บุคลิกแบบ ENTJ คือ ‘ผู้บัญชาการ’ (commander): ควบคุมทุกอย่าง แสวงหาการควบคุม ยึดติดกับการควบคุม แล้วมันจะ—

Fabrice Grinda: ผมมองต่างออกไปนะ คุณเริ่มลงมือทำสิ่งต่างๆ แต่คุณไม่ยึดติดกับผลลัพธ์ คุณทำงานของคุณไปแล้วคอยดูว่ามันจะเป็นอย่างไร แล้วค่อยปรับเปลี่ยนไปตามนั้น ผมไม่เคยเป็นพวกบ้าอำนาจหรือต้องควบคุมทุกอย่าง (control freak) เลย แม้แต่เมื่อก่อนก็ตาม

Jodie Cook: และทัศนคติแบบ “คุณทำได้”—บางคนจะมีเสียงในหัวคอยบอกว่า “ไม่หรอก ทำไม่ได้หรอก มันไม่มีทางสำเร็จ” คุณไม่เคยมีเสียงแบบนั้นเลย มีแนวคิดหนึ่งบอกว่าเสียงในหัวมาจากพ่อแม่ที่คอยบอกว่าคุณทำอะไรได้หรือไม่ได้ แล้วเสียงของคุณมาจากไหนคะ?

Fabrice Grinda: ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน — บางทีมันอาจจะตรงกันข้ามก็ได้นะ บางทีมันอาจจะมาจากการที่ผมเฝ้าดูพ่อแม่แล้วคิดว่า คนพวกนี้ไม่ได้เรื่องเลย เดี๋ยวผมทำเองดีกว่า

Jodie Cook: คุณได้บอกพวกเขาแบบนั้นหรือเปล่า?

Fabrice Grinda: โอ้ บอกสิ ตอน 10 ขวบผมนี่เหลือขอมาก ผมเคยบอกพ่อแม่ที่โต๊ะอาหารเย็นว่าพวกเขาควรจะขอบคุณนะที่มีคนฉลาดๆ อย่างผมมานั่งอยู่ตรงนี้ด้วย ผมเป็นเด็กที่อวดดีและน่ารำคาญมาก — ประมาณ Sheldon Cooper เลยล่ะ ผมบอกพวกเขาว่าผมไม่เข้าใจว่าความฉลาดของผมมาจากไหน แต่มันไม่ได้มาจากพวกเขาแน่ๆ แต่ก็น่าแปลกนะ ผมน่าจะเป็นเด็กที่ดีที่สุดเท่าที่คุณจะมีได้เลย: เรียนข้ามชั้น, ได้ A+ ตลอด, ไม่เคยสร้างปัญหา, ไม่ดื่มเหล้า, ไม่เที่ยวกลางคืน เรียกได้ว่าดีที่สุดในทุกด้าน — แต่ก็เป็นคนเย็นชาและชอบตัดสินคนอื่นมาก ไม่ใช่พวกเด็กขี้อ้อนเลย

Jodie Cook: แล้วตอนนี้คุณได้หัวเราะเรื่องนี้กับพวกเขาบ้างไหม?

Fabrice Grinda: โอ้ แน่นอน แม่ผมยังล้อผมอยู่เลย ตอนนี้เราหัวเราะกับเรื่องนั้นได้แล้ว แต่ใช่ครับ ตอนนั้นผมต่างจากตอนนี้มาก

Jodie Cook: แล้ว Angel เป็นยังไงบ้าง?

Fabrice Grinda: เธอติดเชื้อที่ตา เลยต้องใส่คอลล่าร์และผมต้องหยอดยาให้เธอเช้าเย็น แต่เธอก็สบายดีนะ ตอนนี้เรามีความสัมพันธ์ที่วิเศษมาก เพราะ — คุณรู้อะไรไหม? พวกเขาอาจจะไม่ฉลาดเท่า และนั่นก็ไม่เป็นไร พวกเขาอาจจะไม่ทะเยอทะยานเท่า และนั่นก็ไม่เป็นไร พวกเขาก็เป็นตัวของตัวเอง มีข้อดีข้อเสียและสิ่งที่พวกเขารัก เมื่อก่อนผมชอบตัดสินคนอื่น แต่ตอนนี้ไม่แล้ว ตอนนี้ผมยอมรับคนในแบบที่เขาเป็น เมื่อก่อนผมเคยอยากเปลี่ยนคนอื่น หรือตัดสินพวกเขาด้วยกรอบของคุณค่าบางอย่าง แต่ตอนนี้ผมมองว่าทุกคนมีค่าในแบบที่พวกเขาเป็นจริงๆ ที่จริงแล้ว — ขอบคุณนะที่คุณเป็นคุณ เพราะมันทำให้ผมได้เป็นผม ผมคงไม่มีชีวิตที่ผมรักในวันนี้ได้ถ้าไม่มีคนอื่นๆ ที่ใช้ชีวิตของพวกเขาและยอมให้ผมได้ใช้ชีวิตของผม นั่นคือความแตกต่างที่แท้จริง: การตัดสินคนอื่นหายไปอย่างสิ้นเชิง ผมไม่คิดว่าจะมีวิธีไหนที่ผิดในการใช้ชีวิต คุณทำในสิ่งที่เหมาะกับคุณ และนั่นก็โอเค และบางทีคุณอาจจะทำในสิ่งที่ไม่เหมาะกับคุณ — แต่นั่นอาจจะเป็นประสบการณ์ที่คุณต้องการเพื่อเรียนรู้บทเรียนนั้นก็ได้ คนอื่นให้คำแนะนำคุณได้ แต่มันขึ้นอยู่กับคุณว่าจะรับมันไว้ไหม มันคือการเดินทางของคุณ และคุณไม่ควรไปตัดสินการเดินทางของคนอื่น คุณไม่รู้หรอกว่าพวกเขาต้องเจออะไรมาบ้าง นั่นน่าจะเป็นความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดระหว่างตอนนั้นกับตอนนี้

Jodie Cook: ตลกดี — ฉันกำลังเขียนคำว่า “คำแนะนำ” ตอนที่คุณพูดพอดีเลย แล้วด้วยการยอมรับคนอื่นอย่างเต็มที่แบบนี้ คุณทำยังไงเวลาที่มีคนมาขอคำแนะนำจากคุณโดยเฉพาะ?

Fabrice Grinda: ผมบอกสิ่งที่ผมอยากได้ยินเอง: ถ้าผมเป็นคุณ นี่คือสิ่งที่ผมจะทำ; ถ้าผมเป็นผมในสถานการณ์ของคุณ นี่คือสิ่งที่ผมจะทำ; และนี่คือขั้นตอนที่ผมจะทำตาม ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้วว่าจะตัดสินใจว่ามันโดนใจไหมและจะลงมือทำตามหรือเปล่า ดังนั้นผมยังคงให้คำแนะนำอยู่ โดยเฉพาะเมื่อมีคนถาม — แต่ผมไม่ได้ยึดติดกับผลลัพธ์ มันเป็นทางเลือกของพวกเขาที่จะรับไปหรือไม่

ตัวอย่างเช่น ส่วนหนึ่งของการบริจาคเพื่อการกุศลของผมคือ ในบางครั้งเวลาที่ผมปิดดีลใหญ่ๆ ได้ ผมก็จะให้เงินเพื่อนๆ — เพราะหลายคนเลือกทางเดินที่เป็นผลดีต่อมนุษยชาติแต่ไม่ค่อยดีสำหรับตัวพวกเขาเอง อย่างคนที่เคยบริหารคลินิกผิวหนังตัดสินใจไปทำวิจัยเรื่องมะเร็งและยอมลดเงินเดือนตัวเองลงห้าเท่า มันอาจจะดีต่อโลกมากกว่า — แต่ไม่ค่อยดีสำหรับพวกเขา ดังนั้นบางครั้งผมจะให้เงินคนแบบนั้นสัก 100,000 หรือ 200,000 ดอลลาร์ และนี่คือวิธีที่ผมทำ: มันไม่ใช่เงินที่ให้ประจำ และไม่มีเงื่อนไขผูกมัด คุณจะเอาไปถลุงที่เวกัส ไปเที่ยวพักผ่อน หรือดาวน์บ้านก็ได้ — มันไม่สำคัญ ให้ด้วยความเต็มใจและให้อย่างอิสระ โดยไม่คาดหวังอะไร ทำเพราะมันเป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะคุณรักพวกเขา นั่นรวมถึงทุกเรื่อง รวมถึงคำแนะนำด้วย ผมไม่มีความคาดหวังจากอีกฝ่าย คุณทำสิ่งต่างๆ เพราะมันเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่ควรทำ

Jodie Cook: มีอะไรที่ฉันควรจะถามคุณอีกไหม? มีอะไรที่คุณอยากพูดถึงจริงๆ แต่เรายังไม่ได้ครอบคลุมไปถึงหรือเปล่า?

Fabrice Grinda: สิ่งที่ผมคิดว่าคนเราทำได้ไม่ดี — และนี่คือหัวข้อในโพสต์บล็อกล่าสุดของผม — คือการเป็นตัวของตัวเอง มีคนจำนวนมากเกินไปที่มีอาการ FOMO (กลัวตกกระแส) ผสมกับการทำสิ่งต่างๆ เพราะคิดว่า “ควรจะ” ทำ เพราะคิดว่าคนแบบพวกเขาควรจะต้องการสิ่งเหล่านั้น หรือเพราะพ่อแม่หรือสังคมต้องการ น้อยคนนักที่จะเป็นตัวของตัวเองจริงๆ ทำในสิ่งที่ต้องการจริงๆ และเป็นตัวตนที่แท้จริง แทนที่จะกังวลว่าคนอื่นจะคิดยังไง นั่นน่าจะเป็นความผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดที่คนรุ่นใหม่ทำ — คือการกังวลว่าคนอื่นจะคิดยังไง ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่มีใครคิดถึงพวกเขาเลย และทำสิ่งต่างๆ เพราะพวกเขา “ควรจะ” ทำ มากกว่าเพราะพวกเขาอยากทำ อย่าทำอะไรเพียงเพื่อประดับโปรไฟล์หรือเพื่อเกียรติประวัติ ทำเพราะคุณอยากทำจริงๆ เมื่อคุณทำแบบนั้น จากที่ผมสังเกตมา สิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นตามมาเอง

Jodie Cook: ช่วงก่อนอายุ 27 ก่อนที่คุณจะเคยเดท มัวแต่หมกมุ่นกับเรื่องเทคโนโลยีและคิดว่าคนอื่นโง่ไปหมด — ตอนนั้นคุณมีความรู้สึกถึงภาระผูกพัน หรือกังวลว่าคนอื่นจะคิดยังไงบ้างไหม? หรือคุณแค่ไม่เคยคิดถึงมันเลยมาตลอด?

Fabrice Grinda: ผมไม่เคยแคร์เลย เพราะผมตัดสินพวกเขาว่าไม่ฉลาดพอ พวกเขาอาจจะตัดสินผมที่เป็นหนุ่มบริสุทธิ์ตอนอายุ 27 แต่ผมก็ตัดสินพวกเขาได้ว่าไม่มีค่าพอ ดังนั้น ไม่ครับ — ผมไม่เคยแคร์เลย

Jodie Cook: คุณเคยเขียน “คำแนะนำถึงตัวเองในอดีต” บ้างไหม?

Fabrice Grinda: เรื่องตลกก็คือ เมื่อผมถามตัวเองว่ามีความเสียใจอะไรไหม คำตอบคือน่าจะไม่ — เพราะผมรักชีวิตที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ และผมจะไม่เปลี่ยนอะไรเลย ถ้าผมเปลี่ยนอะไรไป ผมก็คงไม่ได้มาอยู่ตรงจุดนี้ รวมถึงความล้มเหลวต่อหน้าสาธารณะตอนอายุ 25 หรือ 26, รวมถึงการเป็นหนุ่มบริสุทธิ์จนถึงอายุ 27, รวมถึงการเป็นเด็กที่อวดดีและชอบดูถูกคนอื่น ถ้าคุณ “แก้ไข” สิ่งเหล่านั้นทั้งหมด ผมกังวลว่าผลลัพธ์มันอาจจะแย่กว่านี้ก็ได้ มันจะต่างออกไปแน่นอน และผมจินตนาการถึงหลายสถานการณ์ที่มันแย่กว่าจุดที่ผมอยู่ตอนนี้ ผมคิดจริงๆ ว่าตอนนี้ผมกำลังใช้ชีวิตที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา

Jodie Cook: ตอนที่คุณพูดถึงความล้มเหลวต่อหน้าสาธารณะ — ช่วยเล่าภาพรวมหน่อยได้ไหมว่ามันเป็นข่าวดังแค่ไหน?

Fabrice Grinda: ผมออกข่าวภาคค่ำทุกคืนและขึ้นปกนิตยสารทุกฉบับ ดังนั้นเมื่อบริษัทล้มละลาย — และผมก็มีปัญหากับหนึ่งในคนที่รวยที่สุดในโลกในตอนนั้น — มันเลยเป็นเรื่องที่คนสนใจมาก ผมเซ็นสัญญาไม่เปิดเผยข้อมูล (NDA) ไว้ ผมเลยพูดอะไรไม่ได้เลยเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น ภาพลักษณ์ของผมถูกทำลายและผมไม่สามารถแม้แต่จะปกป้องตัวเองได้

Jodie Cook: คุณทำยังไงในช่วงที่พาดหัวข่าวเหล่านั้นกำลังประโคมอยู่?

Fabrice Grinda: แปลกดีนะที่ผมไม่ได้แคร์เป็นพิเศษ ผมคิดแค่ว่า: ผมสุดยอดอยู่แล้ว คนอื่นก็มีสิทธิ์ออกความเห็นไป และผมก็จะไปสร้างสตาร์ทอัพตัวต่อไป — ถึงแม้มันจะเล็กและไม่มีเงินทุนเลยก็ตาม

Jodie Cook: ฉันสงสัยว่าคุณแค่มีความรู้สึกว่ามันจะเป็นแค่เรื่องชั่วคราว — เป็นเรื่องที่คุณจะเอาไว้เล่าในอนาคตหรือเปล่า

Fabrice Grinda: ตอนนั้นผมไม่รู้แบบนั้นแน่นอนครับ ในตอนนั้นผมคิดว่าผมได้สูญเสียสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไปแล้ว — ว่าผมได้อยู่ในที่ที่ใช่ ในเวลาที่ใช่ พร้อมกับทักษะที่ใช่ แต่ผมกลับปล่อยให้มันหลุดมือไป มันเป็นความรู้สึกเดียวกับทุกครั้งที่ผมตกหลุมรักแล้วมันไม่สมหวัง — รวมถึงเมื่อเร็วๆ นี้ด้วย ในขณะนั้นมันรู้สึกเหมือนจิตวิญญาณถูกบดขยี้ เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย แต่ก็น่าสนใจนะ: ตอนนี้เมื่อเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ผมเริ่มคิดว่ามันอาจจะมีอะไรบางอย่างเกี่ยวกับแนวคิดเรื่อง “ปัจจุบันที่เป็นนิรันดร์” ในการเดทครั้งที่สองกับผู้หญิงคนหนึ่ง หลังจากเธอไปแล้วผมส่งข้อความเสียงหาเธอว่า “นี่มันวิเศษมาก ผมรักคุณ” — แล้วก็มาคิดว่า บ้าจริง ผมเพิ่งบอกรักเธอในการเดทครั้งที่สองเนี่ยนะ ผมเลยลบมันทิ้งและไม่ได้บอกเธออีกเลยตลอดห้าเดือนถัดมาเพราะผมอาย แต่ลึกๆ ผมรู้ว่าเธอจะเป็นหนึ่งในรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผม และในช่วงเดือนสุดท้ายก่อนที่เราจะเลิกกันเมื่อเร็วๆ นี้ ผมรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี — ทั้งที่ผมไม่เคยรักใครมากขนาดนี้มาก่อน และทุกอย่างดูสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา แต่ผมก็รู้สึกได้ว่ามันกำลังจะจบลง ผมว่าบางครั้งคนเราก็มีลางสังหรณ์ถึงเรื่องพวกนี้

มันตลกดี — เพิ่งจะปีนี้เองที่ผมเริ่มเขียนเรื่องเกี่ยวกับจิตวิญญาณจริงๆ ผมเขียนบางอย่างที่ไม่ได้เผยแพร่ เพราะมันจะทำให้เกิดคำถามว่าทำไมจู่ๆ ผมถึงมาเขียนเรื่องการตกหลุมรักและเราควรจะรักใคร แต่เชื่อหรือไม่ว่า Dan Brown — ผู้เขียน The Da Vinci Code — เพิ่งออกหนังสือเล่มใหม่ชื่อ The Secret of Secrets และมันเกี่ยวกับเรื่องของจิตสำนึกและการดำรงอยู่แบบอद्वัย (Non-duality) มันโดนใจผมมาก ตอนนี้ผมกำลังอ่านอยู่ ในที่สุดเขาก็เขียนหนังสือดีๆ ออกมาสักเล่ม ธีมเรื่องอद्वัยเหล่านี้อยู่ในหัวผมมาตลอดช่วงหกถึงเก้าเดือนที่ผ่านมา

Jodie Cook: คุณเคยอ่าน The Game of Life and How to Play It ไหม?

Fabrice Grinda: ไม่ครับ แต่ผมสงสัยว่าผมอาจจะเป็นคนเขียนมันเองก็ได้นะ

Jodie Cook: มันเป็นหนังสือที่เก่ามาก — ฉบับพิมพ์ครั้งที่สองมาจากปี 1941 หรืออาจจะเก่ากว่านั้น น่าจะเป็นช่วงปี 1920 โดย Florence Scovel Shinn มันเป็นไอเดียคลาสสิกพวกนั้นแหละ ฉันไฮไลท์ไว้เยอะมาก มีหนังสือเล่มอื่นที่คุณอยากแนะนำไหม? ถ้าคุณเจอคนที่ใช้ตรรกะมากๆ และขี้สงสัย แล้วบอกเขาว่า “อ่านหนังสือเล่มนี้เล่มเดียวแล้วชีวิตจะเปลี่ยน” เล่มนั้นจะเป็นเล่มไหน?

Fabrice Grinda: พูดตามตรงนะ อ่านโพสต์บล็อกของผมเรื่องความหมายของชีวิตเถอะ มันเกือบจะเป็นหนังสือเล่มหนึ่งเลยล่ะ — ใช้เวลาอ่านประมาณหนึ่งชั่วโมง เหตุผลที่มันคุ้มค่าสำหรับคนที่ยึดถือเหตุผลและขี้สงสัยก็คือ ผมเริ่มจากหลักการพื้นฐาน: นี่คือสิ่งที่ผมประสบมาในฐานะบุคคลที่ยึดถือเหตุผลและมีแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ และนี่คือวิธีที่ผมอธิบายมัน มันใช้ได้ดีกับคนที่มีสติปัญญาแบบขี้สงสัยในฐานะข้อโต้แย้งว่าทำไมโลกถึงเป็นอย่างที่เป็นอยู่ เมื่อเทียบกับเรื่องจิตวิญญาณเพ้อเจ้อมากมายที่ไม่โดนใจคนปกติ การพูดว่า “จักรวาลเป็นหนึ่งเดียว” และ “มายาคือความลวง” มันฟังดูดีนะ แต่มันไม่ได้สื่อสารกับผู้คน สิ่งที่ผมบรรยายคือประสบการณ์จริงจากมุมมองบุคคลที่หนึ่ง — แล้วผมก็สรุปเป็นหลักการทั่วไปจากตรงนั้น

Jodie Cook: คุณได้เปลี่ยนโพสต์บล็อกนั้นให้เป็นหนังสือหรือยัง?

Fabrice Grinda: เรื่องนั้นอาจจะทำนะ แต่บล็อกโดยรวมมันทำยากกว่า ผมคิดเรื่องนี้มานานแล้ว อย่างแรก ผมอยากรอจนกว่าลูกๆ จะโตกว่านี้ เพื่อที่ผมจะได้พูดได้ว่าผมเป็นพ่อที่ประสบความสำเร็จ นอกเหนือจากการมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จ อีกประเด็นคือ: หนังสือสารคดีที่ได้รับความนิยมส่วนใหญ่จะมีไอเดียหลักเพียงอย่างเดียวที่พูดซ้ำไปซ้ำมาห้าสิบครั้ง บล็อกของผมควรจะประสบความสำเร็จมากกว่าที่เป็นอยู่ และมันคงจะเป็นแบบนั้นถ้ามันมีธีมหลักเพียงอย่างเดียว — เช่น เรื่องจิตวิญญาณทั้งหมด หรือเรื่องตลาดซื้อขายทั้งหมด หรือเรื่องการระดมทุนทั้งหมด การที่ผมเขียนเรื่องความรัก การตัดสินใจ และการดำรงอยู่แบบอद्वัย ทำให้หาคนอ่านยาก เพราะคนที่มีสติปัญญาลึกซึ้งและมีความอยากรู้อยากเห็นนั้นมีน้อยมาก คนส่วนใหญ่จะสนใจเรื่องที่แคบกว่า ดังนั้นความหลากหลายของหัวข้อที่ผมเขียนถึงจึงทำให้ยากที่จะสร้างหนังสือรอบธีมเดียวที่รวมกันเป็นหนึ่งเดียว

Jodie Cook: แต่ไม่ใช่ว่า ตัวคุณ หรอกหรือที่เป็นธีมหลัก? ต่อให้เพื่อนสนิทร้อยคนของคุณอ่านมันก่อน ถ้าพวกเขาชอบและไปบอกต่อ — ฉันคิดว่าคุณนั่นแหละคือธีมหลัก

Fabrice Grinda: ใช่ครับ มันอาจจะเป็น “เกมแห่งชีวิต” หนังสือที่ผมอยากเขียนชื่อว่า Life: How to Live the Best Life Possible ผมคิดเรื่องนี้อยู่ — แต่ผมอยากรอจนกว่าผมจะได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นพ่อที่ประสบความสำเร็จด้วย

Jodie Cook: คุณนิยามคำนั้นว่ายังไง? และพวกเขาต้องอายุเท่าไหร่ถึงจะพิสูจน์ได้?

Fabrice Grinda: เด็กที่มีความสุข ปรับตัวได้ดี และเติบโตได้ดีในโลก เป็นตัวของตัวเองที่แท้จริง — ไม่ซึมเศร้า ไม่ติดยา คุณน่าจะรู้ได้ค่อนข้างเร็ว แต่เพื่อให้แน่ใจ อาจจะสัก 25 หรือ 30 ตอนนี้พวกเขาอายุสี่ขวบ สองขวบ และติดลบเก้าเดือน ผมกำลังจะฝังตัวอ่อนกับแม่อุ้มบุญในสัปดาห์หน้า — คนที่สาม ลูกชายผมเป็นคนขอเอง: เมื่อปีที่แล้วตอนเขาอายุสามขวบ เขาบอกว่าอยากมีน้องชาย และนี่คือลูกชายคนเดียวกับที่เอาอวัยวะเพศไปแหย่ใน Seabob จนบาดเจ็บ — ไม่ได้ถาวรนะ เด็กๆ ก็ทำเรื่องโง่ๆ เยอะแยะ แต่ผมถือว่านั่นคือจักรวาลกำลังพูดกับผมผ่านเขา ผมเลยคุยกับเขาว่า: ลูกเข้าใจไหมว่าน้องชายไม่ได้ออกมาแล้วโตเลยนะ เขาต้องกินนม เขาจะตัวเล็กและต้องเรียนรู้วิธีพูดและเดิน? และเขาก็บอกว่า “ใช่ แต่ในที่สุดเขาก็จะเก่ง ผมอยากมีน้องชาย” ผมเลยคิดว่า: โอเค จักรวาลกำลังบอกให้ผมสร้างน้องชายให้เขา

ผมมีตัวอ่อนแช่แข็งจากผู้บริจาคไข่ — ผมหาผู้บริจาคตอนที่ตัดสินใจว่าจะมีลูก ซึ่งเป็นหลังจากพิธีอายาวัสกา (ayahuasca) พูดถึงเรื่องการอ่านสัญญาณ: ในพิธีนั้น ทุกคนรอบตัวผมกำลังเจอช่วงเวลาที่เลวร้าย — ทั้งอ้วก ร้องไห้ กรีดร้อง แต่ข้อความที่ผมได้รับคือผมกำลังใช้ชีวิตที่ดีที่สุด เป็นเป้าหมายของชีวิตผม การเดินทางของผมตรงข้ามกับคนอื่นเลย — มีทั้งการร้องเพลง เต้นรำ ความรัก ความสุข ผมดื่มไปสี่ถ้วย และทุกคนรอบตัวผมกำลังทรมาน ในขณะที่ผมคิดว่า นี่คือสิ่งที่วิเศษที่สุดเท่าที่เคยมีมา ผมทำแบบนี้ได้ทั้งวันเลย

แต่คุณยายของผม — ที่เสียชีวิตไปนานกว่า 20 ปีแล้ว — บอกบางอย่างกับผม ท่านบอกว่าผมเคยต่อต้านการมีลูกเพราะผมคิดว่าผมกำลังมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ และลูกจะมาขัดขวางคุณภาพชีวิตของผม และความเชื่อนั้นก็มาจากข้อมูลที่สังเกตได้: เพื่อนที่มีลูกหายไปจากชีวิตผม มักจะเหนื่อยตลอดเวลา และบ่นเรื่องลูกทุกครั้งที่ผมเจอ แต่ท่านบอกว่า: หลานคิดผิด หลานใช้ชีวิตที่ไม่เหมือนใคร ดังนั้นหลานก็สามารถเป็นพ่อที่ไม่เหมือนใครได้ สิ่งที่คนในนิวยอร์กทำผิดคือการเป็นพ่อแม่แบบเฮลิคอปเตอร์ (คอยเฝ้าดูแลใกล้ชิดเกินไป) — พวกเขาเอาลูกมาแทนที่ชีวิตของตัวเอง พวกเขาไม่ใช่คู่รักหรือปัจเจกบุคคลอีกต่อไป พวกเขากลายเป็นแค่ “พ่อแม่” อย่าทำแบบนั้น ใช้ชีวิตของหลานต่อไปและพาลูกไปด้วย พวกเขาจะสนุกเอง ผมเลยพาลูกวัยสามและสี่ขวบไปเล่นเฮลิสกี, เล่นไคท์เซิร์ฟ, ปีนหน้าผา, พาราไกลดิ้ง — ผมเอาเขาใส่เป้แล้วเราก็ไปแคมปิ้งกัน สารพัดอย่างเลย ท่านพูดถูกว่าต้นทุนมันต่ำกว่า — ไม่ใช่เรื่องเงินนะ แต่เป็นเรื่องคุณภาพชีวิต — กว่าที่ผมคาดไว้ และท่านบอกว่าผลประโยชน์มันมากกว่าที่ผมคิด พ่อแม่ทุกคนจะบอกคุณว่า “มันคือสิ่งที่วิเศษที่สุด” แต่นั่นมันคำพูดทั่วไป สิ่งที่สำคัญคือ ทำไม ท่านถึงคิดว่ามันจะวิเศษสำหรับผมโดยเฉพาะ: หลานรักการสอน — หลานเคยสอนที่ฮาร์วาร์ดและสแตนฟอร์ด — และหลานจะรักการสอนคนที่หลานเห็นตัวเองอยู่ในนั้น และหลานก็เป็นเด็กโข่ง หลานรักการเล่น — หลานเล่นวิดีโอเกม หลานแข่งรถและเครื่องบินบังคับวิทยุ นี่จะยิ่งเป็นข้ออ้างให้หลานได้ต่อเลโก้และชุดรถไฟ หลานจะเป็นเด็กที่ตัวใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา และหลานจะรักมัน

ในพิธีนั้น ผมยังได้พบกับสุนัขพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ดสีขาวที่บอกว่า: คุณคือสิ่งมีชีวิตแห่งแสงสว่างที่ยิ่งใหญ่ เป็นประภาคารในจักรวาลแห่งความมืด — คุณต้องการสุนัขสีขาวที่ยิ่งใหญ่ คุณคิดว่า Ghost จาก Game of Thrones เป็นเรื่องแต่ง แต่มันสร้างมาจากสุนัขที่มีอยู่จริง คือเยอรมันเชพเพิร์ดสีขาว ไปตามหาฉันสิ ผมเลยรักพิธีนั้นมาก: ผมกำลังใช้ชีวิตที่ดีที่สุด บวกกับลูกๆ และเยอรมันเชพเพิร์ดสีขาว และลูกชายกับลูกสาว เพราะความสัมพันธ์กับแต่ละคนนั้นต่างกัน และอีกข้อความจากพิธีนั้นคือ: ถ้าคุณพยายามต่อไปแล้วมันไม่สำเร็จ ก็จงก้าวต่อไป บทเรียนนั้นมาในปี 2018 — นั่นคือตอนที่ผมออกจากสาธารณรัฐโดมินิกัน หลังจากพิธีนั้นมันก็ชัดเจน: จงทำตามสัญญาณที่จักรวาลมอบให้คุณ ดังนั้นมันเพิ่งจะเจ็ดหรือแปดปีมานี้เองที่ผมเก่งขึ้นในการอ่านสัญญาณมากกว่าการฝืนทำสิ่งต่างๆ

Jodie Cook: คุณสนใจเรื่องโหราศาสตร์ไหม?

Fabrice Grinda: ไม่เชิงครับ มันอาจจะมีอะไรบางอย่างไหม? ก็อาจจะ แต่ผมเป็นพวกประเภท “มาลองใช้สารกระตุ้นจิตใจ จูนคลื่น แล้วหาคำตอบกัน” มากกว่า — ปีละสองสามครั้ง ในปริมาณน้อยๆ ส่วนพิธีลึกๆ อย่างที่บอก ผมทำมาสามครั้งแล้ว เดี๋ยวรอดูว่าครั้งต่อไปจะเรียกหาเมื่อไหร่

Jodie Cook: สรุปแล้วคุณเชื่อว่าทุกอย่างถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าหรือเปล่า?

Fabrice Grinda: ผมคิดว่าอาจจะมีลัทธิกำหนดสภาวะ (determinism) ในระดับจักรวาล แต่ผมคิดว่าเรามีเจตจำนงเสรี (free will) ส่วนบุคคลในระดับท้องถิ่น — และไม่ใช่แค่ภาพลวงตาด้วย ผมคิดจริงๆ ว่าเรามีเจตจำนงเสรีในระดับท้องถิ่นจริงๆ แม้ว่ามันจะไม่สำคัญในระดับกาแล็กซีก็ตาม เรามีแนวโน้มบางอย่าง และมันขึ้นอยู่กับเราว่าจะทำตามนั้นไหม ดังนั้นจักรวาลดูเหมือนจะถูกกำหนดไว้แล้ว แต่ผมคิดว่าเรายังคงมีเจตจำนงเสรีส่วนบุคคล — และไม่ว่าจะยังไง มันก็ไม่ได้เปลี่ยนผลลัพธ์ของจักรวาล

Jodie Cook: ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ทุกคนได้รับจิตสำนึกนี้มาและสามารถทำอะไรกับมันก็ได้ตามต้องการ — มันขึ้นอยู่กับคุณว่าจะเล่นเกมในระดับไหน คุณสามารถเล่นในระดับสูงสุดและบรรลุทุกสิ่งที่คุณสามารถทำได้ด้วยไพ่ทั้งหมดที่คุณมี หรือคุณจะเอาส่วนผสมแบบเดียวกันเป๊ะๆ ไปทำอย่างอื่นที่ทำให้มันเสียของก็ได้ — ถึงแม้คุณอาจจะไม่รู้สึกว่ามันเสียของ เพราะคุณแค่มีความทะเยอทะยานในระดับที่ต่างออกไป

Fabrice Grinda: ใช่ครับ — มันเหมือนความฝันแห่งชีวิตของ Alan Watts ถ้าทุกคืนคุณสามารถฝันถึงชีวิตที่มีอายุ 80 ปีได้ ในตอนแรกคุณคงจะฝันถึงชีวิตที่มีแต่ความสุขและการควบคุมที่ไร้ขีดจำกัด แต่หลังจากผ่านไปไม่กี่คืน เมื่อคุณเติมเต็มจินตนาการทั้งหมดแล้ว คุณคงจะพูดว่า: บางทีฉันอยากทำอะไรที่ฉัน ไม่ได้ ควบคุมผลลัพธ์ดูบ้าง — มาดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น คุณคงจะฝันแบบนั้นสักสองสามครั้ง และมันจะทั้งน่ากลัว ตื่นเต้น และแตกต่าง และเมื่อคืนวันผ่านไป คุณก็จะฝันถึงสิ่งที่ไกลตัวและบ้าบิ่นยิ่งขึ้น — รวมถึงความทุกข์ สงคราม โรคภัยไข้เจ็บ — เพราะประเด็นคือการได้สัมผัสประสบการณ์ ในที่สุดคุณก็จะมาถึงจุดที่คุณกำลังใช้ชีวิตแบบเดียวกับที่คุณเป็นอยู่ในทุกวันนี้เป๊ะๆ และผมเชื่อจริงๆ ว่านั่นคือเรื่องจริง

มุมมองของผมคือความจริงกำลังสัมผัสกับตัวมันเอง เราคือจักรวาล เราคือจิตสำนึกของจักรวาลที่กำลังสัมผัสกับประสบการณ์ของตัวเอง โดยพื้นฐานแล้วเราทุกคนคือพระเจ้า แต่เราลืมความเป็นเทวะของเราไป เพราะท้ายที่สุดแล้วเราคือหนึ่งเดียวกัน และเหตุผลที่เราตั้งใจลืมความเป็นเทวะก็เพื่อให้เราได้รับประสบการณ์เหล่านี้ทั้งหมด หากคุณเป็นเทพเจ้าที่เป็นอมตะ มีอำนาจทุกอย่าง และรู้แจ้งทุกสิ่ง คุณคงจะเบื่อ การจำลองนี้จึงเป็นวิธีสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับเทพเจ้าผู้เป็นอมตะที่กำลังเบื่อหน่าย และเพราะเราทุกคนมีความเป็นพระเจ้า นี่คือเหตุผลที่การดึงดูดความปรารถนา (manifesting) ถึงได้ผล เรามีพลังวิเศษเหล่านี้ เพียงแค่เราลืมมันไป และไม่ใช่แค่ผมนะ เราทุกคนคือพระเจ้า คุณก็คือพระเจ้า นี่คือจุดที่การตีความของผมต่างจากศาสนาคริสต์แบบดั้งเดิม พวกเขาคิดว่ามีพระเจ้าเพียงองค์เดียวคือพระเยซูคริสต์ ผมคิดว่าพระองค์ทรงเป็นหนึ่งในนั้น แต่เรา ทุกคน คือพระเจ้า มีจิตสำนึกสากลอยู่ และเราแต่ละคนก็กรองส่วนย่อยของมันออกมาเป็นตัวตนที่คุณเป็น ดังนั้นคุณคือโจดี้ ผมคือฟาบริซ แต่มันคือการแตกแขนงที่ไม่สิ้นสุดของจิตสำนึกสากลเดียวกัน ท้ายที่สุดแล้วเราทุกคนคือหนึ่งเดียวกัน ผมมองเห็นสิ่งนี้ได้ตอนที่ผมใช้ LSD ผมมองไปที่อะตอมของโต๊ะและเห็นพวกมันเคลื่อนที่ เพราะส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ว่างระหว่างกัน ทั้งหมดนี้มันสมเหตุสมผลสำหรับผมมาก

โจดี้ คุก: คุณใช้โทรศัพท์บ่อยไหม?

ฟาบริซ กรินดา: อย่างแรกเลย ผมเปิดโหมดห้ามรบกวนถาวร ไม่มีเสียงเรียกเข้า ไม่มีการสั่น คุณต้องอยากอยู่กับปัจจุบัน ลองนึกดูว่าถ้าในขณะที่เรากำลังคุยกันอยู่ มีการแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาตลอดเวลา แม้แต่การสั่นก็ดึงความสนใจของคุณไปจากปัจจุบันแล้ว ผมคิดว่าโทรศัพท์มีประโยชน์ในการสื่อสารไหม? แน่นอน ผมใช้ WhatsApp ตลอดเวลาเพื่อคุยกับเพื่อนและครอบครัว และผมชอบดูวิดีโอตลกๆ ใน YouTube แต่ผมไม่ได้ไถหน้าจอไปเรื่อยๆ แบบไร้จุดหมาย (doom-scrolling) ผมเป็นผู้สร้างคอนเทนต์มากกว่าผู้บริโภค ผมเขียนบล็อก โพสต์ลง Instagram, Facebook และ YouTube ผมไม่ค่อยดู TikTok, Instagram หรือ Facebook เท่าไหร่ และผมไม่ติดตามข่าวเลย ผมคิดว่าข่าวและการเมืองเป็นกับดัก มันคือเครื่องจักรผลิตความโกรธแค้นที่ออกแบบมาเพื่อดึงดูดความสนใจของคุณ แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็ไม่มีสาระสำคัญอะไร

โจดี้ คุก: นั่นคือฟาบริซ กรินดา นักลงทุนเทวดาและผู้ประกอบการ ผู้พิสูจน์แล้วว่าการใช้ชีวิตให้เหมือนเกมนั้นได้ผล คุณสามารถติดตามเขาทางออนไลน์เพื่อดูว่าเขาจะทำอะไรต่อไป สิ่งหนึ่งจากการสัมภาษณ์นี้ที่คุณจะลองนำไปใช้คืออะไร?